IMG_20160412_104529.jpg

                 ได้ยินชื่อเกาะพยามมาพักใหญ่ทำเครื่องหมายดอกจันไว้ในปฏิทินเดินทางไว้นานทีแล้ว  ได้จังหวะปีนี้ ที่มีโปร ฯ น่าสนใจอย่างรัฐให้นำใบเสร็จที่พักจากการท่องเที่ยวมาลดหย่อนภาษีได้โอกาสแบบนี้มิได้มีมาบ่อยอย่ามัวรออยู่.............

1383041890-1381485878-o.jpg

ที่มาที่ไปของชื่อเกาะรูปจิงโจ้อุ้มท้อง ก็มีมาหลายกระแสบ้างว่าเป็นชื่อต้นไม้ ที่มีมากบนเกาะ บ้างว่ามาจากความยากลำบากในการเดินทางมาจะต้องใช้ความพยายามเยอะหน่อย  บ้างก็ว่า “เกาะพิยาม” ซึ่งมาจากคำว่า "พอยาม" หมายถึง การเดินทางไป เกาะพอประมาณ ”ยาม” จึงจะถึงเกาะ (ประมาณ 4 ชั่วโมง)  แต่ตามประสาคนใต้ คำใต้ เรียกกันสั้น ๆ ไม่ให้เสียเวลาเลยตัดเหลือแค่ว่า “พยาม”

ภาพแผนที่เกาะมาจาก http://m.pantip.com/topic/31171356 เพราะตัวจริงของเราใช้จนเยินแล้วตอนอยู่ที่เกาะ

เราเลือกวันเดินทางมาที่นี่ “เกาะพยาม” ก่อนจะถึงวันสงกรานต์ 3 วัน เพื่อหลบคลื่นคน ที่คาดว่าน่าจะเยอะมากเมื่อถึงวันนั้น...ออกจากหาดใหญ่เช้าตรู่ 05.30 น. ที่ต้องออกเช้ากันขนาดนี้ก็เพื่อจะให้ทันเรือสปีดโบ้ทไปเกาะ ถ้าเรามาทันเที่ยวบ่ายโมงตรง ก็จะลดค่าเรือไปอีกหัวละ 80.- จากค่าเรือปกติหัวละ 350.- ด้วยความที่เรือลำนี้เป็นเจ้าของเดียวกับรีสอร์ทที่เราจะพักนั่นเอง เลยให้สิทธิราคาพิเศษกับลูกค้า..

12990837_1250208234989391_5461196611977970416_n.jpg

ระยะทางจากหาดใหญ่ถึงระนอง กว่า 500 กม. เราใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 ตรงขึ้นเหนือไปยาว ๆ ตรงถนนช่วงสุราษฎร์ - ชุมพร มีส่วนที่ชำรุดในหลายจุด บางช่วงก็ปิดเหลือเลนเดียว เลยทำให้เสียเวลาไปค่อนข้างเยอะ แต่เมื่อถึงจุดแยก จากอำเภอพะโต๊ะ เลี้ยวซ้ายเข้าระนองแล้ว เส้นทางเรียบกริ๊บสวยงามมาก ๆ คดเคี้ยว ไต่ไปตามทิวเขา บางช่วงแทบจะเป็นเลข 8 พวกโฆษณารถน่าจะเอาเป็นฉากได้ นึกถึงขาแรง ๆ ที่ชอบปั่นจักรยานเส้นนี้เหมาะมาก เรียกว่าครบรสทั้งเนินสูง ทั้งลาดลง ทิวทัศน์งดงาม ต้นไม้เขียวตลอดทางขนาดไม่ใช่หน้าฝน.. รวมระยะประมาณช่วงนี้ 88 กิโลเมตร...

เรามาถึงเมืองระนองตอนเที่ยงครึ่ง ผ่านภูเขาหญ้า แลนด์มาร์คหนึ่งของจังหวัด วันนี้ดำปึ้นทั้งลูก เนื่องด้วยอากาศร้อนและคงเกิดไฟป่าเผา ดูแห้งแล้งสยดสยองแท้...คงต้องมาแก้มือใหม่ในช่วงที่ฝนมา...

12938263_983383908378177_8449741369721084834_n.jpg

มุ่งตรงไปยังท่าเรือปากน้ำ ท่านี้เป็นที่ที่ขึ้นเรือไปเกาะพยาม อยู่ห่างออกจากเมืองระนองไปอีกประมาณ 10 กม. อยู่ในซอยข้างสถานีตำรวจปากน้ำ เข้าไปมีร้านรับฝากรถหลายเจ้า ทางรีสอร์ทที่เราพักแนะนำชื่อให้เราเจ้าหนึ่ง ซึ่งก็เป็นราคาพิเศษที่เขาประสานกัน (อีกแล้ว..ดี ๆ) คิดค่าฝากวันละ 100.- อยู่ข้างโรงพักคงวางใจได้ในระดับหนึ่ง laugh... จากที่จอด ต้องนั่งรถต่อไปยังท่าเรือ โดยมีรถสองแถวบ้าง ซาเล้งของร้านรับฝากไปส่งถึงเรือ.. จริง ๆ ระยะทางก็ไม่ห่างกันมาก แต่ถ้าจะเดินไปคงจะสุกก่อน..ในอุณหภูมิของช่วงกลางเดือนเมษาแบบนี้..

กะว่าจะหาข้าวกินก่อนขึ้นเรือ ไป ๆ มา ๆ มัวเสียเวลาเรื่องการจัดการจอดรถ เตรียมเสื้อผ้า และเสบียงอุปกรณ์ต่าง ๆ เพราะกะว่าเอาของแค่พอจำเป็นขึ้นเกาะ ไม่เอากระเป๋าสัมภาระไปทั้งหมด ส่วนหนึ่งเก็บไว้ในรถ ทำให้ไม่มีเวลาให้นั่งกินข้าว รถสองแถวไปส่งถึงท่าปุ๊บ ก็ต้องวิ่งขึ้นเรือในทันที ถามคนมาส่งระหว่างทาง บอกว่าปีนี้คนเยอะ และทยอยมากันเร็วขึ้นก่อนเทศกาลกันแล้ว คงคิดคล้าย ๆ กับเรานะแหละกะว่าจะหลบคน ดันเฮละโลมาพร้อมกันซะอีก (ฮา)

 

เรือสปีดโบ้ทออกตรงเวลาเป๊ง บ่ายโมงตรง กัปตันประกาศให้ผู้โดยสารต้องสวมเสื้อชูชีพทุกคน  มิฉะนั้นกรมเจ้าท่าจะจับ..ดี ๆ ชอบ ๆ ครับ ที่ทำตามระเบียบ แลดูปลอดภัยสบายใจกันทุกฝ่ายด้วย บนเรือที่เรานั่งมาน่าจะมีผู้โดยสารรวม ๆ สัก 30 คนเห็นจะได้... แดดตอนเที่ยงแก่ ๆ ร้อนแรงเหลือแสน จะออกไปนั่งหัวเรือเพื่อรับลมรับแดดเหมือนวัยรุ่น หรือฝรั่งคงไม่ไหวแล้ว นั่งด้านหลังดูมือถือ ดูเฟช อ่านไลน์ไปดีกว่า เพราะพอพ้นปากน้ำที่สองข้างทางมีป่าโกงกางเต็มไปหมด แต่พอออกทะลุเลยปากอ่าวไปก็มีแต่น้ำทะเลกับแดดจ้า ๆ แล้ว ไม่รู้จะไปสู้กับพระอาทิตย์เพื่ออะไร ดูสัญญาณมือถือ 3 G ก็ยังแรงดี นั่งเล่นไปเรื่อย ๆ แป๊บเดียวเพลิน ๆ ก็ถึงเกาะ ใช้เวลาประมาณ 35 นาที แต่ถ้าเป็นเรือธรรมดาประมาณชั่วโมงครึ่ง

IMG_20160412_104415.jpg

ถึงท่าจอดเรือ อ่าวแม่หม้าย เกาะพยาม น้ำทะเลไม่เขียวมากเหมือนทางภูเก็ต กระบี่ พังงา แต่ก็มีความเป็นธรรมชาติมากกว่า ท่าเรือนี้น่าจะเป็นจุดเดียวที่เรือท่องเที่ยวมาจอด เพราะ ตรงปลายท่ามีตลาดที่รวมร้านอาหาร ร้านขายแพ็คเกจดำน้ำ มอเตอร์ไซค์ให้เช่า วินมอไซค์กรณีนั่งรถไปลงที่พักเอง มีร้านของชำ แต่ไม่มี 7-11 บอกแฟนคลับไว้ก่อนเผื่อใครอยากหาอะไรกินดึก ๆ ขอให้เตรียมตัวมาเองเลย สนนราคาอาหารที่นี่ ก็ไม่ถือว่าแรงมาก ข้าวจานเดียวอย่างข้าวราดกระเพราะก็จานละ 80.- น้ำดื่ม ขวดเล็กขวดละ 20.- ขวดใหญ่ก็ 40.- อาหารทะเลก็สดอร่อยคุ้มราคาแหละ..แนะนำให้กินพวกอาหารทะเล พวกหมู ไก่ ไว้กลับไปกินบนฝั่งดีกว่า...

ที่พักของเราอยู่ใกล้ ๆ ท่าเรือนี่เอง ติดกับ The Blue Sky ที่เขาฮิต ๆ กัน ตอนนั่งรถเข้าไปก็ตรงไปยังถนนที่ผ่ากลางเลยด้วยความที่รั้วติดกัน ถามว่าบลูสกายสวยมั้ย ก็สวยดีครับ แต่ราคาแรงหน่อย ไว้ได้เลขเด็ด ๆ เน้น ๆ ค่อยจองมาใหม่อีกสักทีแล้วกัน

13054792_1254591651217716_506872641_o.jpg13054731_1254591627884385_1053621545_o.jpg

การสัญจรบนเกาะใช้รถมอเตอร์ไซค์เป็นหลัก ถนนเป็นพื้นซีเมนต์กว้างพอสวนไปมาได้แค่สองคัน ถ้ารถใหญ่กว่า อย่างซาเล้งนั้นอาจต้องหยุดชะลอให้ใครสักคนผ่านไปก่อน อยู่มาสองคืนสองวัน พึ่งเห็นรถยนต์คันเดียวเป็นรถจี๊ปแคริบเบียน...คาดว่าน่าจะเป็น 4 ล้อคันเดียวบนเกาะ..

ที่พักของเราอยู่ติดอ่าวแม่หม้าย ที่มีชื่อว่าพระอาทิตย์ขึ้นสวยงามที่สุดบนเกาะ แต่เรามาถึงบ่ายแล้ว เก็บไว้เป็นโปรแกรมแรกเช้าพรุ่งนี้แล้วกัน ตอนนี้เราออกไปหารถ ”เครื่อง” เพื่อออกเก็บไอเท็มตามหาดต่าง ๆ บนเกาะดีกว่า เราถามจากเคาเตอร์ที่พักของเรา เขาก็ติดต่อมาให้ พร้อมบอกราคา เกียร์ธรรมดา 200.- ออโต้ 250.- (รวมน้ำมันลิตรแรก) สำหรับ 24 ชั่วโมง... แต่ตอนนี้ทางร้านมีแต่เกียร์ออโต้..เอาก็เอา..ทีมเรามากันสามคน ถามร้านเช่าว่า เช่าคันเดียวนั่งซ้อนสามได้มั้ย เขาปฏิเสธเสียงสูง ไม่ด๊ายค่า...สรุปต้องสองคัน ยืม 4 โมงเย็น คืนในวันพรุ่งนี้เวลาเดียวกัน น้ำมันเราต้องเติมเอง บนเกาะลิตรละ 50.- เราลองเติมไปก่อนลิตรนึง ถ้ารถไปน้ำมันหมดตรงไหนเจ้าของรถเช่า บอกว่าอย่าเติมสีอื่นนะ ให้เติมสีเหลืองอย่างเดียว ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ไม่ได้ถาม.. คงกลัวเครื่องสะดุดมั้ง...แต่จริง ๆ มันเติมได้ทั้งนั้นแหละ..

 

IMG_20160410_161711-01.jpeg

เป้าหมายแรก ได้แผนที่กระดาษ A4 จากที่พักเราทำให้นักท่องเที่ยวโดยมีสัญลักษณ์รีสอร์ตที่เราอยู่ตัวใหญ่เผื่อใครหลงกลับมาไม่ถูกพร้อมเส้นทางเที่ยวจุดต่าง ๆ รอบเกาะ.. เมื่อเห็นแดดเริ่มลดความร้อนแรงลง สี่โมงกว่า ๆ เราบิดมอไซค์ไปไหว้พระยังวัดเกาะพยาม วัดเดียวบนเกาะก่อน เพื่อเอาฤกษ์ เอาชัย เที่ยวได้อย่างปลอดภัย ไร้ปัญหาใด ๆ มารบกวน ขี่สวนทางเดิมไปยังท่าเรือที่พึ่งผ่านมาแต่เลยตรงไปเกือบสุดเกาะ ก็เห็นสะพานทอดยาวลงไปในทะเลมีเจดีย์ทรงกระบอกแปลกตาตั้งอยู่บนน้ำเทียบข้างกับท่านั้น ... แต่ที่น่าทึ่งกว่า ตรงทางเดินขึ้นสะพานมีการตั้งพระประจำวันเกิดให้ญาติโยมได้ทำบุญ ข้าง ๆ มี แกลลอนน้ำดื่มแบบกดใบใหญ่ และกระติกน้ำแข็ง ! ระหว่างเราทำบุญพระตามวันเกิด เห็นมีหลวงพ่อองค์หนึ่งเดินมาพอดีเลยสอบถามที่มาที่ไปของวัดนี้ หลวงพ่อบอกว่าเจ้าอาวาสท่านมาจากที่ไหนสักแห่งแถวภาคตะวันออกฟังไม่ชัด ท่านมาอยู่ 30 - 40 ปีแล้ว ตั้งแต่เกาะนี้ไม่มีคนเลย น้ำดื่มกับน้ำแข็งนี่ วัดผลิตเองนะและก็แบ่งให้ญาติโยมแถวนี้ได้ใช้ด้วย ..โยมตักเติมดื่มกินได้ตามสบายเลย ตั้งใจว่าจะให้นักท่องเที่ยวได้แก้กระหายคลายร้อน โอววววว....ทึ่งมาก พวกเรามีขวดน้ำเปล่าติดตัวกันอยู่แล้ว ก็ขอเติมเต็มเป็นเสบียง.....หลังจากนั้น พอเราเริ่มเหนื่อยและน้ำหมด ณ ตรงไหนของเกาะ เราก็มักจะมาแวะที่วัดนี้ตลอดทั้งสองวันที่อยู่บนเกาะ หลวงพ่อท่านก็มีเมตตาเชิญชวนให้ดื่มเติมน้ำและน้ำแข็งได้เต็มที่ ไอ้เราก็เกรงใจเขิน ๆ ก็ทำบุญบริจาคสมทบทุนช่วยสร้างเขื่อนกันคลื่นในช่วงมรสุมตามกำลังของเราบ้าง...

IMG_20160411_133356-01.jpeg

IMG_20160410_171446-01.jpeg12993537_983903708326197_8282388014148470524_n.jpg13001269_983903291659572_5811937619045397488_n.jpg

IMG_20160410_171122-01.jpeg

สดชื่นจากน้ำดื่มเย็น ๆ กันแล้วออกแว้นกันต่อ เรามีเป้าหมายว่าจะไปอ่าวใหญ่และอ่าวเขาควายที่เรียกว่าเป็นจุดขายของเกาะนี้เรื่องพระอาทิตย์ตก จริง ๆ ถ้าดูตามแผนที่จะเห็นว่าเราขับวกไปวนมาอยู่ จากหัวเกาะไปท้ายเกาะ แต่ก็อย่างว่าอะนะ...มาเอง เที่ยวเอง จะหลงบ้าง เลยบ้าง มั่วบ้างมันก็คือรสชาติของการเดินทางท่องเที่ยว....แต่พื้นที่รอบเกาะเอาเข้าจริงก็ไม่ได้กว้างมาก รัศมีโดยรอบประมาณแค่ 10 กม.เท่านั้นเอง...บิดมอร์ไซค์ผ่ากลางเกาะตรงไปอ่าวใหญ่ ที่เป็นอ่าวกว้างที่สุดของเกาะ  ถนนระหว่างทางน่าจะเป็นเส้นที่ยาวตรงที่สุด ข้างทางจะเป็นสวนมะม่วงหิมพานต์ หรือทางระนองเรียก “กาหยู” ขึ้นอยู่แน่นขนัด ดูจากขนาดลำต้นแล้วน่าจะมีอายุพอสมควร ระนองมีของขึ้นชื่อ ของฝากคือเมล็ดกาหยูนี่เอง และที่เกาะนี้ก็ถือเป็นคลังผลผลิตหนึ่งของระนอง....ถนนซีเมนต์ที่ทอดยาวเชื่อมต่อระหว่างหาดบนเกาะนั้นน่าถูกสร้างและใช้งานมายาวนานพอควรแล้ว เห็นได้จากสภาพถนน ที่เป็นหลุม แตกร้าวลึกในบางช่วง บางช่วงมีเหล็กเส้นจากในพื้นถนนโผล่แหลมออกมา คอสะพานก็สูงเชื่อว่าคงมีนักท่องเที่ยวอาจจะได้รับอันตรายกันบ้างแน่ ๆ หากยังไม่มีการปรับปรุง....ถนนแคบตรงไปจนสุดเห็นสีฟ้า ๆ อยู่ไกล ๆ และใกล้มาเรื่อย  ๆ ถนนสิ้นสุดลงพร้อมกันรอยร้าวและผืนทรายละเอียดแทรกมาตามรอยแตก...เราเดินทะลุลงไป....ผืนหาดกว้างใหญ่ที่สุด ธรรมชาติที่สุดนับตั้งแต่เคยเห็นมา ไม่นับเกาะสมุย เกาะเสม็ด สมัย 20-30 ปีก่อน... ทรายละเอียดยิบแม้ไม่ขาวเหมือนแป้ง แต่ก็ไม่ดำปี๋ มุมมองภาพพาโนรามา ซ้ายขวา ไม่มีสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ขวางลูกตาให้รำคาญใจ เราไปตอนเย็นน้ำลดลงไปเยอะพอควร ปูลมเล็กใหญ่วิ่งดุ๊กดิ๊ก แข่งกันขุดหลุมให้ตัวเอง กลับกลายเป็นการสร้างงานจิตรกรรมธรรมชาติ ให้ได้จินตนาการจนเต็มหาด......

เรานั่งชื่นชมอ่าวใหญ่สักพัก ลังเลว่าจะรอพระอาทิตย์ตกที่นี่หรือไปดูที่อ่าวเขาควายดี ได้ยินคนข้าง ๆ บอกว่าที่ “เขาควาย” มีอาทิตย์ตกผ่านช่องหินให้ได้ทึ่งกัน งั้นไปรอตรงนู้นแล้วกัน เส้นทางไปอ่าวเขาควายก็จะคล้าย ๆ กัน มีเนินให้นักบิดได้ลุ้นกันบ้าง แน่นอน เส้นทางมีหลุมบ่อ ให้ได้จุก ถ้าหลบไม่ทัน...

IMG_20160410_181520-01.jpegIMG_20160410_182102-01.jpegIMG_20160410_182702-01.jpegIMG_20160410_182620-01.jpeg

13014925_1253981564612058_685075609_n.jpg

อ่าวเขาควายขนาดจะเล็กกว่าอ่าวใหญ่มาก แต่มีความเป็นธรรมชาติ เรียกว่าดิบ ๆ เลย แต่ในความดิบมันคือความงามอย่างหนึ่ง เรียกว่าตัดสินใจไม่ผิดที่เลือกมานั่งรอพระอาทิตย์ตกที่นี่ กลุ่มกองหินโสโครก ที่กองสูง บางช่วงสูงมากโผล่พ้นน้ำจนทำให้มีต้นไม้เกาะและเติบโต กลายเป็นความงดงามทางธรรมชาติอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อแสงของดวงอาทิตย์ค่อยทาบทอบนกองหิน และลดดวง ต่ำลงเรื่อย ๆ สีเหลืองทองเรืองเปลี่ยนหินสีดำให้กลายเป็นกองหินสีทองไปทั่วทั้งหาด และส่องแสงทะลุผ่านช่องของภูเขาหินที่โดนน้ำและลมกัดเซาะจนเป็นโพรง ให้เป็นความมหัศจรรย์พันลึกล้ำ.....เรายืนชมจนพระอาทิตย์ค่อย ๆ ลับหายไปยังเหลี่ยมเขา แต่ยังพอมีแสงให้เราได้คลำทางกลับ ระหว่างทางแวะหามื้อค่ำรองท้องก่อนนอน ได้ชื่อมาจากคนที่มาก่อนรีวิวกันในเน็ตว่าดี “ครัวคุณเก้า” รสชาติเข้าท่าเลย ราคาพอดี ๆ มาตรฐานราคาอาหารบนเกาะกลางทะเลที่มีค่าขนส่งด้วย.. แต่ที่น่าประหลาดใจกว่าคือครัวเขามีมุ้งครอบ ถามไถ่ว่าทำไม ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่เพราะเรานั่งตบยุงมือเป็นระวิง เจ้าของบอกว่าช่วงเย็นต่อค่ำยุงป่าเยอะมาก จะทำอาหารก็ไม่มีสมาธิเลยทำมุ้งครอบทั้งครัวซะเลย เอ...ไม่ทำมุ้งให้แขกมากินบ้างเหรอ....

IMG_20160412_060526-01.jpegIMG_20160411_063629-01.jpegIMG_20160412_063428-01.jpeg

IMG_20160412_064521-01.jpeg

ค่ำนี้กลับมาสะสมพลังกันอีกคืน พรุ่งนี้เช้าตั้งใจจะตื่นตี 5 กว่า ๆ  มารอพระอาทิตย์ตรงหน้าที่พักเราเลยไม่ต้องไปไกล มอเตอร์ไซค์ที่เช่ามาก็จอดหน้าเคาเตอร์ได้เขารับรองไม่หาย.... จุดอ่าวแม่หม้ายเป็นที่ที่พระอาทิตย์ขึ้นสวยที่สุดของเกาะพยาม แล้วก็สวยจริงดังคำร่ำลือ ไข่แดงแม้จะแอบเล่นตัวในช่วงแรกหวังจะดึงจังหวะให้เราเผลอ แต่เมื่อเมฆค่อย ๆ เลื่อนออกไป ดวงอาทิตย์กลมใหญ่ก็โผล่มา.. เรานั่งชมจนเริ่มมีไอร้อนค่อย ๆ แผ่มาวูบวาบจึงเข้าไปทานอาหารเช้าแล้วค่อยอาบน้ำแต่งตัว เพื่อเก็บตกส่วนที่เหลือของเกาะ...แน่นอนเราต้องขอเวียนไปเติมน้ำเย็นจากหลวงพ่อก่อนเป็นขวัญกำลังใจร่มเย็นเป็นสุข..ก่อนออกเดินทาง

32774.jpgIMG_20160411_100109.jpg

เก็บตกหาดแรกกับ หาดกวางปีบ เส้นทางทุรกันดารที่สุดกว่าทุก ๆ หาด โดยเฉพาะไฮไลท์  100 เมตรสุดท้ายต่อจากถนนธรรมดาจะเป็นทางลูกรังแดง ไปจนถึงเนินทรายละเอียดสูงชัน ล้อฟรีและอาจจะล้มได้ตลอดถ้าขาดความชำนาญ เห็นหลายคนยอมจอดรถแล้วเดินขึ้นมา เราก็เกือบถอดใจ แต่คนที่เดินสวนทางมาบอกว่าบิดไปเหอะสวยจริงฝืนหน่อย ได้ไม่ต้องเดินเหนื่อยอยู่ ถ้าไม่ไปจะน่าเสียดายยิ่งกว่านี้อีก เอ้า มาแล้วก็ลองดู ลากกันไปจนถึงยอดเนิน มีลานกว้างตรงนั้นให้จอดรถ เราเดินทะลุผ่านบันไดรีสอร์ทลงไป ดูจะเป็นหาดส่วนตัวแต่ก็ไม่ได้หวงห้ามให้คนนอกเข้ามาเล่น นี่คือน้ำใจของเจ้าของสถานที่ ซึ่งเจอแบบนี้ในหลาย ๆ จุดบนเกาะอย่างจุดชมวิวสองสามแห่งของที่นี่ซึ่งน่าจะเป็นพื้นที่ส่วนตัวแต่ก็เปิดให้เข้าไปเยี่ยมชม มิได้ดูแคลนนักท่องเที่ยวหรือรังเกียจแต่อย่างใด น่าประทับใจมาก ๆ

หาดกวางปีบ สวยและสงบจริง มีโกงกางต้นใหญ่ริมหาดให้คนที่กลัวร้อนได้หลบแดดแต่ตัวก็ยังแช่น้ำทะเลได้อยู่ ทรายขาวละเอียด น้ำไม่ใสมาก แต่ก็เห็นฝูงลูกปลามากมาย มีเรือนักท่องเที่ยวพาคนมาปล่อยลงไปดำน้ำอยู่ แสดงว่าจุดนี้คงมีปะการังให้ชม แต่เราไม่มีอุปกรณ์ เลยเล่นน้ำตื้น ๆ ริมหาด น้ำเย็นเจี๊ยบตัดกับแดดร้อนแรงแปลกดี ยิ่งลงไปลึกยิ่งเย็น...เราอยู่ที่นี่นานจนเกือบเที่ยง ด้วยมีที่นั่งพักเป็นเงาไม้จะนั่งบนผืนทราย หรือนั่งบนกิ่งก้านโกงกางใหญ่ก็ทำได้สบาย ๆ พอท้องเริ่มร้อง เลยตีรถย้อนออกไปทางเดิม ที่เราหมายตาไว้แต่แรกแล้วกับ ร้าน “ส้มตำแม่ไก่” อร่อยอะ..อร่อยกว่าร้านส้มตำบนบกบางร้านเสียอีก ถ้าอยู่บนฝั่งรสชาติแบบนี้ขายระเบิดเถิดเทิงแน่..ราคาก็ดี ไม่โหดร้ายด้วย...อิ่มแล้วไปกันต่อ เปิดแผนที่ มีหมู่บ้านมอแกน ลองดีกว่า ทางตัดผ่านสวนยาง และดินลูกรังอยู่จนสุดมุมของเกาะด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ป้ายทางไปจะดูงง ๆ กันหน่อย....... พูดถึงป้ายบนเกาะ น่าแปลกดีที่ไม่ค่อยเห็นป้ายเป็นทางการของทางราชการ ส่วนใหญ่จะเป็นป้ายที่เขียนด้วยสีน้ำมันง่าย ๆ ธรรมดา ๆ มันทำให้เราลังเลได้เหมือนกันว่าถูกทางหรือเปล่า...เราบิดรถไปยาวไกลมาก จนท้ายสุดก่อนถึงปลายแหลมจะต้องผ่านเขาลูกย่อม ๆ เมื่อลงเขาไป เห็นบ้านชั้นเดียวเรียง ๆ กัน สักสิบกว่าหลัง บ้านเหล่านี้หันหลังให้กับถนน หันหน้าไปทางทะเล มีซอกเล็ก ๆ ให้พอเดินเข้าไปได้ เราแอบส่อง มองเข้าไปตามซอกระหว่างบ้านเห็นมีคนเคลื่อนไหวอยู่ข้างในจัดแหเก็บเรือกันบ้าง กวาดลานบ้านกันบ้าง... เขาก็มองเรา เราก็มองเขา ดู ๆ แล้วก็ตัดสินใจว่า ไม่รบกวนความสงบของพวกเขาดีกว่า นึกถึงว่าถ้าเป็นตัวเองมีคนมาเดินส่อง ๆ ถ่ายภาพก็คงไม่สนุกนัก....

32772.jpg32762.jpg32769.jpg32763.jpg

 

เราบิดรถกลับมาสายหลักของเกาะ ตั้งต้นหาที่ไปใหม่....“อ่าวไผ่” ดูตามแผนที่ ไม่มีถนนเส้นทึบไป มีเพียงเป็นเส้นประ...แล้วก็เป็นดังนั้นจริง ๆ เราเวียนผ่านทางเข้าไปไกลแล้วย้อนกลับอีกเพราะหาไม่เจอ จนต้องจอดถามชาวบ้าน เส้นทางเดินไปอ่าวไผ่ ยังไม่ได้รับการพัฒนาเขาบอกว่างบกำลังจะมา...ทางเป็นป่าทึบ เดินไต่เนินเขา ป่าไผ่ (คงเป็นที่มาของชื่ออ่าว) ปีนข้ามขอนไม้ใหญ่ที่ล้มขวางระหว่างทาง พอเริ่มเหนื่อยก็ได้ยินเสียงคลื่นและสีฟ้าน้ำทะเลโผล่ให้เห็นพอดี อ่าวไผ่ ลักษณะจะคล้ายกับอ่าวกวางปีบ แต่เล็กกว่าสักครึ่งหนึ่ง มีต้นไม้รุกล้ำอยู่บนหาดให้ได้นั่งหลบแดด ชมคลื่นได้สบาย ๆ ข้อดีคือเป็นส่วนตัวโคตร ๆ  แทบจะแก้ผ้าลงเล่นน้ำได้ถ้าไม่อายเพราะไม่มีคน ด้วยความที่คงจะเข้ามาลำบากมากกก แต่ก็ยังมีฝรั่ง 3-4 คน ที่วิ่งเล่นโดดน้ำไปมาอยู่...เรานั่งสักครู่ใหญ่ พอเหงื่อแห้งก็ชวนกันกลับ ขากลับรู้สึกจะเร็วกว่า ไม่ทรมานปีนป่ายหนักเหมือนขามา...

IMG_20160411_063747-01.jpeg      

        เราส่งท้ายก่อนจะเอามอเตอร์ไซค์ไปคืนตอน 4 โมงเย็น ด้วยการลงไปเล่นน้ำที่อ่าวใหญ่ บ่ายนี้น้ำขึ้นสูง หาดทรายแคบลงไป ปูลมหาย แต่ก็ยังนับเป็นหาดที่ดูกว้างใหญ่อยู่ดี เล่นจนเกือบถึงเวลา เผื่อเวลาเดินทางมาคืนรถนิดหน่อย เอาไปคืนที่ร้านเขาบอกว่าไปจอดที่พี่พักได้เลย เดี๋ยวเขาค่อยไปเอา..ก็สะดวกดี เวลาเย็นตอนนี้ไม่มีรถแล้ว เราก็ขอเขาเข้าไปเดินชมในรีสอร์ท The Blue Sky ที่อยู่ติดกับที่เราพักสักหน่อย ด้วยความเกรงใจก็สั่งขนม ไอติมสักนิด ช่วงนี้รีสอร์ทบริเวณป่าโกงกางน้ำจะแห้ง คงด้วยความที่เป็นหน้าร้อน แต่ก็ยังถือว่าสวยมาก แต่ราคาอาหารและที่พักแรงพอตัวอยู่..ชมจนอิ่มหนำ เราก็กลับมานอนที่พักข้าง ๆ แล้วหยิบข้าวเหนียวหมูที่ซื้อจากเพิงข้างทางระหว่างบิดรถผ่านมากินเป็นอาหารเย็นเคล้าบรรยากาศเสียงคลื่น....

พรุ่งนี้เรือออก 11.00 น. เราจองเรือไว้แล้ว แนะนำให้จองทั้งไปทั้งกลับในคราวเดียว เพราะคนค่อนข้างมาก อะไรก็เกิดขึ้นได้ มิฉะนั้นมีหวังได้อยู่เป็นชาวเกาะต่อไปอีกวัน...

ข้อคำนึง

  • ควรเช่าและขับมอเตอร์ไซค์ จะสนุกยิ่งขึ้นในการผจญภัยบนเกาะ... หรือ...หาคู่ที่ขับเป็น  smiley เราจะได้นั่งสบาย ไม่ต้องห่วงอะไร ชมวิวสวน วิวทะเลไปยาว ๆ
  • มาหน้าร้อน ถ้ามีงบสักหน่อย จัดห้องแอร์ดีกว่า ไอ้เรากะว่าจะฟังเสียงคลื่นนอนรับลมทะเลตึง ๆสบาย ๆ กลายเป็นอากาศนิ่งสนิทอบอ้าวมาก พัดลมเอาไม่อยู่เลย กลางคืนพาลจะนอนไม่หลับเอา
  • ที่พักของ The Blue Sky ไม่ได้สวยที่สุดและแต่น่าจะเป็นที่รู้จักมากสุดเมื่อพูดถึงเกาะพยาม จริง ๆ แล้วยังมีที่พักดี ๆ อีกหลายแห่ง ราคาก็แตกต่างกันไปให้เลือกมากมายหลายระดับ ซุกซ่อนอยู่ตามอ่าวต่าง ๆ เพียงอาจไม่ได้มีการ ปชส.มากนัก
  • จุดชมวิว และอ่าวในบางที่เป็นที่ดินเอกชน ดังนั้นควรให้ความเคารพและเกรงใจเจ้าของสถานที่ด้วย แต่ทุกที่มีน้ำใจให้เราเข้าไปใช้ได้เป็นปกติ น่าชื่นชมมาก..
  • ใครชอบธรรมชาติอย่างเสม็ดเมื่อ 20 ปีก่อน เกาะพยามตอบโจทย์เลย
  • น้ำดื่มบนเกาะมีราคาหน่อย ใครอยากประหยัดและได้บุญ แวะไปเติมน้ำ น้ำแข็งได้เลยที่วัดเกาะพยามบริการฟรีตลอด ช่วยบริจาคทางวัดสักนิดก็จะเป็นการดี
  • ภาพทั้งหมดในบทความนี้ถ่ายมาจากมือถือก๊องแก๊งธรรมดา  ขอบอกว่าของจริงสวยกว่านี้ 100 เท่า มาดูด้วยตาตัวเองเถอะ !...
  • IMG_20160411_064210-01.jpegIMG_20160412_081348.jpgIMG_20160411_131554.jpg